
แอปซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์บนมือถือ
Lands and Houses Securities Public Company Limited เป็นบริษัทหลักทรัพย์ไทยในกลุ่ม LH Financial Group และมีสถานะเป็น SET broker No.5 ตามเอกสารที่ยื่นต่อ SEC ประเทศไทย แพลตฟอร์มที่ให้บริการเป็นแอปซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์บน iPhone, iPad และ Android พร้อมราคาเรียลไทม์ การส่งคำสั่ง สถานะพอร์ต และการแจ้งเตือน
ผลิตภัณฑ์หลักคือหลักทรัพย์และอนุพันธ์ในตลาดไทย ไม่ใช่ CFD หรือ forex ที่มีเลเวอเรจแบบโบรกเกอร์ต่างประเทศ เอกสารสาธารณะของบริษัทไม่ได้ระบุเงื่อนไขเลเวอเรจแบบ CFD เลย เพราะโฟกัสอยู่ที่การเป็นนายหน้าหลักทรัพย์และอนุพันธ์ในกรอบตลาดไทย
แพลตฟอร์มทำอะไรได้บ้าง
ความสามารถที่ยืนยันได้จากเอกสารทางการของบริษัทคือ ชุดเครื่องมือสำหรับซื้อขายหุ้นและอนุพันธ์ พร้อมฟีเจอร์ที่โบรกเกอร์ไทยส่วนใหญ่มีให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
- ราคาเรียลไทม์สำหรับหุ้นและอนุพันธ์
- ส่งคำสั่งซื้อขายจากมือถือ
- ติดตามสถานะพอร์ตและมูลค่าถือครอง
- ระบบแจ้งเตือนเมื่อราคาหรือสถานะเปลี่ยน
- รองรับทั้ง iPhone, iPad และ Android
เอกสารทางการไม่ได้ให้ตัวเลขด้านความเสถียรของระบบตอนตลาดเปิดหนัก ๆ หรือ latency ของการส่งคำสั่งในวันที่มีปริมาณซื้อขายพุ่ง จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าประสิทธิภาพการจับคู่คำสั่งเร็วแค่ไหนเมื่อเทียบกับโบรกเกอร์ไทยรายอื่น
มาตรฐานอุตสาหกรรมสำหรับโบรกเกอร์ไทยที่ให้บริการหุ้นและอนุพันธ์คือ แอปมือถือที่ทำงานครบทั้งส่งคำสั่ง ติดตามพอร์ต และแจ้งเตือน ซึ่ง Lands and Houses Securities ก็อยู่ในกรอบนั้น ไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่าล้ำหน้ากว่าคู่แข่งอย่างชัดเจน

เปรียบเทียบกับโบรกเกอร์อื่นในไทย
| หัวข้อ | Lands and Houses Securities | มาตรฐานโบรกเกอร์ไทยทั่วไป |
|---|---|---|
| ประเภทโบรกเกอร์ | โบรกเกอร์ SET หมายเลข 5 | นายหน้าหลักทรัพย์ไทย |
| ผลิตภัณฑ์ | หุ้น อนุพันธ์ พันธบัตร | หุ้น อนุพันธ์ กองทุน |
| แอปมือถือ | มี (iOS, Android) | มีเกือบทั้งหมด |
| สกุลเงินบัญชี | THB | THB |
| เงินผ่านธนาคาร | รองรับ (ไม่ได้ระบุช่องทาง) | โอนผ่านธนาคาร |
| ค่าธรรมเนียม | ไม่ยืนยันจากแหล่งทางการ | ตามโครงสร้างตลาด |
บริษัทไม่ได้เปิดเผยโครงสร้างค่าคอมมิชชันในเอกสารทางการที่เราเข้าถึง มีเพียงข้อมูลจากแหล่งบุคคลที่สามที่อ้างว่ามีค่าคอมมิชชันแบบขั้นบันได ซึ่งยังไม่ยืนยันจากแหล่งทางการ ถ้าค่าธรรมเนียมเป็นตัวตัดสินใจหลัก ต้องขอใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัทโดยตรงก่อนเปิดบัญชี
ฝากถอนเงินทำได้อย่างไร
แหล่งข้อมูลทางการยืนยันเพียงว่าบริษัทมีสำนักงานในกรุงเทพและให้บริการลูกค้าในไทย สกุลเงินบัญชีคือ THB และการโอนผ่านธนาคารเป็นช่องทางที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดในบริบทโบรกเกอร์ไทย แต่เอกสารไม่ได้ระบุรายละเอียดว่าใช้ธนาคารใด ค่าธรรมเนียมโอนเท่าไร หรือใช้เวลาเคลียร์กี่วันทำการ
ถ้าเทียบกับโบรกเกอร์ต่างประเทศที่คนไทยใช้ ช่องทางฝากเงินที่เร็วที่สุดในปัจจุบันคือ PromptPay ซึ่งมักเข้าภายในไม่กี่นาที ถึง 24 ชั่วโมง ส่วนการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิมใช้เวลาราว 1-5 วันทำการ สำหรับโบรกเกอร์ไทยที่รับโอนผ่านธนาคารในประเทศ กระบวนการจะผ่านระบบธนาคารไทยอยู่แล้ว ซึ่งเร็วกว่าการโอนข้ามประเทศ
คำแนะนำเชิงปฏิบัติ: ก่อนฝากเงินครั้งแรก ให้ถามสามข้อนี้กับฝ่ายบริการลูกค้าเป็นลายลักษณ์อักษร ชื่อบัญชีรับโอน เวลาที่เงินเข้าบัญชีเทรด และค่าธรรมเนียม (ถ้ามี) ทั้งขาเข้าและขาออก เก็บคำตอบไว้เป็นหลักฐาน เพราะเรื่องนี้เป็นจุดที่คนมักเข้าใจผิดและทำให้วางแผนการเงินผิด

เรื่องที่โบรกเกอร์มักไม่โปรโมต
เอกสารทางการไม่ได้ระบุเงื่อนไขเรื่องเลเวอเรจสำหรับ CFD เลย เพราะผลิตภัณฑ์หลักคือหลักทรัพย์และอนุพันธ์ในตลาดไทย นั่นหมายความว่าถ้าต้องการเทรด forex หรือ CFD ด้วยเลเวอเรจสูง นี่ไม่ใช่ช่องทางนั้น บัญชีแบบ cash และ margin ที่โบรกเกอร์ไทยให้บริการมีกลไก margin call และ forced liquidation ที่ทำงานต่างจาก CFD ต้องอ่านเงื่อนไขการเรียกหลักประกันให้ละเอียด
ใบอนุญาตที่บริษัทถืออยู่คือกรอบหลักทรัพย์และอนุพันธ์ไทย สิ่งนี้ไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ offshore หรือคู่เงิน forex ที่เทรดนอกตลาดไทย ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโบรกเกอร์ไทยทุกแห่ง ไม่ใช่จุดอ่อนเฉพาะราย
เรื่องภาษี กำไรจากหลักทรัพย์และอนุพันธ์ในไทยมีหลักเกณฑ์หัก ณ ที่จ่ายตามประเภทผลิตภัณฑ์ที่ต้องเช็คกับ Revenue Department ของไทยโดยตรง ต่างจากกำไร forex/CFD ที่ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตามปกติ และต้องยื่นแบบ PND 90/91 ภายใน 31 มีนาคมของปีถัดไป ถ้ามีเงินได้จากต่างประเทศและนำเข้ามาในไทย ตั้งแต่ 1 มกราคม 2024 ตามคำสั่งกรมสรรพากร Por.161/162 ต้องนำมารวมในแบบยื่นภาษีในปีที่โอนเข้า
สำหรับประเทศไทย ไม่มีหมวดใบอนุญาตนายหน้า forex/CFD สำหรับรายย่อยที่ออกโดย SEC ไทย โบรกเกอร์ forex/CFD ที่คนไทยใช้จึงเป็นโบรกเกอร์ต่างประเทศที่อยู่ภายใต้การกำกับของหน่วยงานต่างชาติ การตรวจสอบใบอนุญาตทำได้ผ่านระบบ Check First และ Investor Alert ของ SEC ไทย
สิ่งที่ต้องเช็คก่อนเปิดบัญชีจริง
การเลือกโบรกเกอร์ไม่ว่าจะไทยหรือต่างประเทศ ควรดูจากหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่จากโฆษณา สี่ข้อนี้คือสิ่งที่ควรเช็คเป็นอันดับแรกเสมอ
- ตรวจชื่อบริษัทในทะเบียน SEC ไทยผ่านระบบ Check First ที่ market.sec.or.th/public/idisc/en/CheckFirst และเช็ค Investor Alert ที่ market.sec.or.th/public/idisc/en/InvestorAlert ว่าไม่มีชื่ออยู่ในรายการเตือน
- ขอเอกสารเงื่อนไขการเรียกหลักประกัน (margin call) และเกณฑ์ forced liquidation เป็นลายลักษณ์อักษร
- ขอตารางค่าธรรมเนียมครบทุกประเภท รวมค่าธรรมเนียมตลาด ค่าธรรมเนียมสำนักหักบัญชี และค่าธรรมเนียมโอนหลักทรัพย์
- ทดสอบแอปในโหมดทดลองหรือระหว่างที่ยังไม่ฝากเงินเต็มจำนวน เพื่อดูว่าอินเทอร์เฟซเข้าใจง่ายแค่ไหน
ก่อนตัดสินใจลองถามตัวเอง
ในกรอบเวลาประมาณหกเดือนจากนี้ สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มนี้เหมาะกับคุณหรือไม่ ไม่ใช่รีวิวในวันแรก แต่คือคำถามสามข้อนี้
หนึ่ง เทรดหุ้นไทยและอนุพันธ์ในตลาดไทยจริงหรือไม่ ถ้าใช่ แพลตฟอร์มนี้ก็อยู่ในกลุ่มที่ควรพิจารณา แต่ถ้าต้องการเทรดคู่เงินหรือ CFD เป็นหลัก คำตอบจะต่างออกไปทันที
สอง ค่าธรรมเนียมรวมทั้งปีอยู่ที่เท่าไร คำนวณจากตารางที่บริษัทให้มาเป็นลายลักษณ์อักษรได้หรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ตัวเลข อย่าเพิ่งฝากเงิน
สาม ในวันที่ต้องการถอนเงินก้อนใหญ่ กระบวนการใช้เวลากี่วันทำการและมีเพดานวงเงินหรือไม่ คำถามนี้ควรถามก่อนเปิดบัญชี ไม่ใช่หลังกำไรก้อนแรก
สิ่งที่ทำให้พอร์ตอยู่รอดไม่ใช่แพลตฟอร์มที่สวยที่สุด แต่คือการรู้ขอบเขตของเครื่องมือที่ใช้อยู่ รู้ว่าเมื่อไหร่จะโดนเรียกหลักประกัน และรู้ว่าถ้าต้องปิดสถานะกลางวิกฤตจะทำได้เร็วแค่ไหน ทุกโบรกเกอร์มีจุดที่ต่างกันในสามเรื่องนี้ และแพลตฟอร์มดี ๆ ไม่ได้ชดเชยการวางแผนขนาดโพซิชันที่ผิด

